วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

บทที่ 3 ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรม (Behavioral  Theories)
          ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรม (Behavioral  Theories)
การเรียนรู้
การเรียนรู้ตามแนวคิดกลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมนิยม  หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากประสบการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  หรือจากการฝึกหัดงาน
กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism  หรือ  S-R  Associationism)  ซึ่งจะเรียกนักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ว่า Behaviorist  Environmentalist  Associationist  และได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า  (Stimulus)  กับการตอบสนอง (Response)  หรือพฤติกรรมที่แสดงออกมา  ซึ่งจะให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่สามารถวัด  และสังเกตจากภายนอกได้  และเน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวที่กำหนดพฤติกรรม  ในแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง  หรือการแสดงพฤติกรรมนิยม  และถ้าหากได้รับการเสริมแรงจะทำให้มีการแสดงพฤติกรรมนั้นถี่มากขึ้น
นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่สำคัญ  และเป็นผู้ที่มีผลงานมีบทบาทในงานทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบันได้แก่  Povlov,  Watson,  Thorndike,  และ  Skinner  ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมีพื้นฐานความคิด  (Assumption)  ที่สำคัญ  คือ
1)  พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้ และสามารถสังเกตได้
         
2)  พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง
         
3)  การเสริมแรง (Reinforcement) ช่วยทำให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้
นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมได้จำแนกพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
         
1) พฤติกรรมเรสปอนด์เดนส์ (Respondent Behavior)  หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยสิ่งเร้า เมื่อมีสิ่งเร้าพฤติกรรมตอบสนองก็จะเกิดขึ้น  ซึ่งจะสามารถวัดและสังเกตได้
         
2) พฤติกรรมโอเปอร์แรนต์ (Operannt Behavior)  เป็นพฤติกรรมที่บุคคล  หรือสัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา (Emitted)  โดยปราศจากสิ่งเร้าที่แน่นอน และพฤติกรรมนี้มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Throry)
แนวคิดของพาฟลอฟ (Pavlov)
การทดลองโดยสั่นกระดิ่งก่อนที่จะเอาอาหาร (ผงเนื้อ) ให้แก่สุนัข เวลาระหว่างการสั่นกระดิ่งและการให้ผงเนื้อแก่สุนัขต้องเป็นเวลาที่กระชั้นชิดมากประมาณ .25 ถึง .50 วินาทีทำซ้ำควบคู่กันหลายครั้ง และในที่สุดหยุดให้อาหารเพียงแต่สั่นกระดิ่งก็ปรากฏว่าสุนัขก็ยังคงมีน้ำลายไหลได้ โดยที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้ำลายไว้ ปรากฏการเช่นนี้เรียกว่า พฤติกรรมของสุนัขถูกวางเงื่อนไข (Povlov, 1972) หรือที่เรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
การเรียนรู้ที่เรียกว่า classical conditioning นั้นหมายถึงการเรียนรู้ใดๆก็ตามซึ่งมีลักษณะการเกิดตาม ลำดับขั้นดังนี้
          1. ผู้เรียนมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่ง      
          2. การเรียนรู้เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดและการฝึกหัด
จากหลักการข้างต้นสามารถสรุปหลักการเรียนรู้ของพาฟลอฟเป็นแผนผัง ดังนี้
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก = สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข + สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข = การเรียนรู้ในการทดลองของพาฟลอฟนั้น พบว่า
          1. การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
          2. ช่วงเวลาในการให้สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข และไม่วางเงื่อนไข

          3.ถ้ามีการวางเงื่อนไขซ้อนกันมากครั้ง
แนวคิดของวัตสัน (Watson)
แนวคิดของวัตสัน (Watson)
วัตสันได้ทำการทดลองคือเคาะแผ่นเหล็ก ให้ดังขึ้นให้เสียงดังกล่าวเป็นสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข(UCS) ซึ่งจะก่อให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข (UCR) คือ ความกลัว Watsonได้ใช้หนูขาวเป็นสิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข (CS) มาล่อหนูน้อยอัลเบิร์ต(Albert) อายุ 11 เดือน ชอบหนูขาวไม่แสดงความกลัว แต่ขณะที่หนูน้อยยื่นมือไปจับเสียงแผ่นเหล็กก็ดัง ขึ้น ซึ่งทำให้หนูน้อยกลัว ทำคู่กันเช่นนี้เพียงเจ็ดครั้งในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าตอนหลังหนูน้อยเห็นแต่เพียงหนูขาวก็แสดงความกลัวทันทีต่อมาวัตสันได้แก้ความกลัวให้อัลเบิร์ตโดยการให้มารดาอุ้มหนูน้อยไว้ และนำหนูขาวมาให้จับ ตอนแรกหนูน้อยจะร้องไห้เพราะความกลัวแต่หลังจากที่แม่ปลอบว่าไม่น่ากลัวอะไรพร้อมกับเอามือของหนูน้อยมาลูบหนูขาวอยู่จนกระทั่งในที่สุดอัลเบิร์ตก็หายกลัวหนูขาว
  แผนผังการทดลอง
เสียงดัง  (UCS)                --------------             กลัว (UCR)
หนูขาว  (neutral)            --------------             ไม่กลัว
 หนู  +  เสียงดัง               --------------             กลัว 
 หนูขาว    (CS)                --------------             กลัว  (CR)
หลังจากนั้น
          มารดาอุ้มและปลอบ
          พร้อมให้จับหนูขาว          ----------------            หายกลัว

จากการทดลอง วัตสัน สรุปเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ได้ดังนี้
1)      พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้ โดยการควบคุมสิ่งเร้า ที่วาง
เงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติและการเรียนรู้จะคงทนถาวร หากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ
2)      เมื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมใดๆได้ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไปได้

   2. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ (Operant  Connectionism Theory)

แนวคิดของธอร์นไดร์ (Thorndike)
          ในการทดลอง ธอร์นไดค์ได้นำแมวไปขังไว้ในกรงที่สร้างขึ้น แล้วนำปลาไปวางล่อไวนอกกรงให้ห่างพอประมาณ โดยให้แมวไม่สามารถยื่นเท้าไปเขี่ยได้ จากการสังเกต พบว่าแมวพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อจะออกไปจากกรง จนกระทั่งเท้าของมันไปเหยียบถูกคานไม้โดยบังเอิญ ทำให้ประตูเปิดออก หลังจากนั้นแมวก็ใช้เวลาในการเปิดกรงได้เร็วขึ้นจากการทดลองธอร์นไดค์อธิบายว่า การตอบสนองซึ่งแมวแสดงออกมาเพื่อแก้ปัญหา เป็นการตอบสนองแบบลองผิดลองถูก การที่แมวสามารถเปิดกรงได้เร็วขึ้น ในช่วงหลังแสดงว่า แมวเกิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างพันธะหรือตัวเชื่อมขึ้นระหว่างคานไม้กับการกดคานไม้ และจากผลการทดลองดังกล่าว สามารถสรุปเป็นกฎการเรียนรู้ ได้ดังนี้
            กฎการเรียนรู้
              1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้
               2.  กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ
               3. กฎแห่งการใช้ (Law of Use and Disuse) การเรียนรู้และนำไปใช้บ่อย ๆ
               4. กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect) ได้รับผลที่พึงพอใจ เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้


แนวคิดของสกินเนอร์ (Skinner)
สำหรับการทดลองของ Skinner เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่มีชื่อเสียงกระทำโดยจับหนูที่กำลังหิวใส่ในกรงทดลอง ซึ่งภายในมีคานไม้ซึ่งถ้าหนูกดลงไปแล้วจะทำให้มีอาหารหล่นมาในกรงหนึ่งเม็ดและเมื่อใดก็ตามที่หนูบังเอิญไปกดคาน อาหารก็จะหล่นมาหนึ่งเม็ดทุกครั้ง 
การทดลองของ Skinner
                                                                                                                    
แผนผังการทดลอง                         
หนูกดคาน  โดย
                        กดคาน         -------------     อาหาร  
                     คาน +  อาหาร     ----------      กด
                         คาน            ------------      กดคาน  +  อาหาร

จากการทดลองของสกินเนอร์ พบว่า หลังจากผ่านไประยะหนึ่งแล้วเมื่อหนูหิว หนูสามารถเดินไปกดคานได้เลยโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีก นั้นหมายถึงว่าหนูเกิดการเรียนรู้แล้วและในการทดลองนี้สิ่งที่สกินเนอร์ให้ความสำคัญมากว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้ คือ อาหารซึ่งเขาเรียกว่า ตัวเสริมแรง ( Reinforcer) ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นให้หนูแสดงพฤติกรรมตอบสนองที่ต้องการ คือ การกดคาน

การเสริม (Reinforcement)
          สกินเนอร์ได้แบ่งการเสริมแรง (Reinforcement)  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
         
1. การเสริมแรงทางบวก หมายถึง สิ่งของ คำพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมโอเปอร์แรนต์เกิดขึ้นอีก  หรือสิ่งที่ทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้ (Probability) ของการเกิดพฤติกรรมโอเปอร์แรนต์ หรืออาจกล่าวได้ว่า กรเสริมแรงทางบวกจะสามารถกระตุ้นให้คนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น
         
2. การเสริมแรงทางลบ หมายถึง การเปลี่ยนสภาพการณ์ หรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบางอย่างก็อาจจะทำให้อินทรีย์แสดงพฤติกรรมโอเปอร์แรนต์ได้ หรือกล่าวได้ว่าสามารถช่วยเพิ่มความคงทนของการแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยการงด หรือไม่ให้ หรือดึงเอาสิ่งเร้าที่ผู้เรียนพึงพอใจออกไป
ประโยชน์ของการเสริมแรงที่มีผลต่อการทำงาน
1. ความเร็วของการทำงาน
         
2. ความพยายามอดทนทำงาน
         
3. การปรับพฤติกรรม
ความแตกต่างระหว่าง Classical Conditioning กับ Operant Conditioning
1. พฤติกรรม
          พฤติกรรมการเรียนแบบ
Classical Conditioning นั้น จากการทดลองของ Pavlov สุนัขเกิดการเรียนรู้ว่า เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้รับผงเนื้อจึงเกิดน้ำลายไหล จะเห็นได้ว่าการที่สุนัขน้ำลายไหล จะเห็นได้ว่าการที่สุนัขน้ำลายไหลนั้นจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สุนัขไม่ต้องลงมือกระทำ แต่ผู้ทำการทดลองเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น ส่วนพฤติกรรมแบบ Operant Conditioning นั้น หนูจะต้องมือกระทำเอง ได้แก่ การกดค้างเพื่อจะได้รับอาหาร
2. กระบวนการเรียนรู้
          การเรียนรู้แบบ
Classical Conditioning นั้นจะเน้นเกี่ยวกับการนำสิ่งเร้า 2 ชนิดมาควบคู่กัน (CS ตามด้วย UCS) กับการตอบสนอง ส่วน Operant Conditioning จะเน้นเกี่ยวกับการเรียนรู้เกิดจากการลงมือทำ ถ้าการกระทำที่ได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีก